วันที่ 6 ธ.ค.68 ที่ สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร, พ.ต.อ.พิเชษฐ์พงศ์ แจ้งค้ายคม รอง ผบก., พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน, พ.ต.ท.อชิรเวชชย์ สุพรรณเภสัช รอง ผกก.สส., พ.ต.ท.ชุมพร ฉัตร์สงวนชัย รอง ผกก.ป., พ.ต.ท.สุเชาว์ เหมือนมิ่ง สว.สส.,ว่าที่ พ.ต.ต.พงษ์พัฒน์ ทองเกิดหลวง สว.สส., พ.ต.ต.อนุชา ผลอินทร์ สวป., ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขเทศบาลนครอ้อมน้อย และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ร่วมกันแถลงจับกุม นายนพดล หรือบิ๊ก อายุ 39 ปี เจ้าของอู่ทำสีรถยนต์ “512 การาจ” พร้อมของกลางรถยนต์ 10 คัน
พล.ต.ท.พิสิฐ เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฎในรายการ “โหนกระแส” เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา นำเสนอประเด็น อู่มหาภัย ผู้เสียหายร้องเอารถไปทำสี สุดท้ายถูกเชิดรถหนี จากการตรวจสอบพบอู่ดังกล่าว ตั้งอยู่ในซอยเพชรเกษม 91 ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร โดยลงข้อมูลในเฟซบุ๊กว่า อู่สี “512 การาจ” รับทำสี เคาะ ปะผุ งานประกันชั้น 1 และ 2+ ซึ่งมีผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก เนื่องจากเข้าใจว่าอู่สามารถซ่อมได้ในราคาถูกและคุณภาพดี แต่เมื่อนำรถเข้าไปซ่อมปรากฎว่า นอกจากอู่รถไม่ซ่อมแซมให้ตามที่กล่าวอ้างไว้แล้ว แถมรถก็หายออกไปจากอู่ด้วย
ทั้งนี้จากการสืบสวนพบว่า อู่ทำสี “512 การาจ” มี นายนพดล เป็นเจ้าของอู่ โดยมี นายสนธยา หรือเหลา เป็นแอดมินเฟซบุ๊กดังกล่าว เพื่อประชาสัมพันธ์และถามตอบหาลูกค้ามาใช้บริการที่อู่ โดยรับโอนเงินค่าซ่อมรถผ่านบัญชีภรรยาของ นายสนธยา

เจาะลึก 6 สุดยอดซูเปอร์คาร์แห่งปี 2025: เมื่อสมรรถนะบรรจบกับเทคโนโลยีล้ำอนาคต
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยนตรกรรมสมรรถนะสูงมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการอันน่าทึ่งของซูเปอร์คาร์จากรถยนต์ที่เน้นความเร็วสูงสุดเพียงอย่างเดียว ไปสู่ยนตรกรรมที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นได้อย่างลงตัว ปี 2025 นี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าโลกของซูเปอร์คาร์ไม่เคยหยุดนิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาดที่ตอบรับทั้งขุมพลังดิบอันเร้าใจและประสิทธิภาพที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในบทความนี้ เราจะพาคุณเจาะลึก 6 สุดยอดซูเปอร์คาร์ที่โดดเด่นที่สุดในยุคปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่คือผลงานศิลปะทางวิศวกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าในการสร้างสรรค์ที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่
Ferrari 296 GTB (และ GTS): ปฏิวัติ V6 Hybrid ที่เร้าใจไม่แพ้ V12
Ferrari 296 GTB ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2022 ได้พลิกโฉมหน้าของเฟอร์รารี่ไปตลอดกาล มันคือซูเปอร์คาร์ Plug-in Hybrid คันแรกของค่ายที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากรุ่นพี่อย่าง 488 GTB และ F8 Tributo ที่ใช้ V8 แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือหัวใจของม้าลำพอง – การส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและเปี่ยมด้วยอารมณ์ แม้จะมี “พิกัด” เครื่องยนต์ที่เล็กลง แต่สมรรถนะกลับก้าวกระโดดอย่างน่าทึ่ง
หัวใจหลักของ 296 GTB คือเครื่องยนต์ V6 ขนาด 2.9 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่ให้กำลังถึง 663 แรงม้า ซึ่งถือว่าสูงที่สุดสำหรับ V6 ที่เคยผลิตมา บวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 167 แรงม้า เมื่อทำงานร่วมกัน จะให้พละกำลังสูงสุดถึง 830 แรงม้า (619 กิโลวัตต์) และแรงบิด 740 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบคลัตช์คู่ไปยังล้อหลังโดยตรง ด้วยขุมพลังระดับนี้ 296 GTB สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 2.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 330 กม./ชม. พร้อมทั้งยังสามารถขับขี่ด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการเดินทางในเมืองหรือบริเวณที่ต้องการความเงียบสงบ
ในแง่ของดีไซน์ภายนอก 296 GTB ถือเป็นการผสมผสานความคลาสสิกของเฟอร์รารี่เข้ากับเส้นสายที่ทันสมัย โดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่คมเฉียบ พร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่ที่ด้านข้างที่ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ส่วนภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย แดชบอร์ดดิจิทัลขนาด 16 นิ้วเป็นจุดศูนย์กลาง พร้อมจอแสดงผลขนาดเล็กหลังพวงมาลัยที่ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว เบาะนั่งแบบสปอร์ตโอบรับสรีระได้เป็นอย่างดี มอบความมั่นคงและสะดวกสบายในการขับขี่ที่ความเร็วสูง
ประสบการณ์การขับขี่ Ferrari 296 GTB ในปี 2025 ยังคงเป็นมาตรฐานของซูเปอร์คาร์ไฮบริด ด้วยระบบ E-Diff (Electronic Differential) และ Side Slip Control ที่ทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาด ทำให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างแม่นยำและตอบสนองได้ทันท่วงที เสียงเครื่องยนต์ V6 ที่ถูกปรับแต่งมาเป็นอย่างดีให้โทนเสียงที่ไพเราะและเร้าใจไม่แพ้ V8 หรือ V12 ในตำนาน ทำให้ Ferrari 296 GTB ไม่ได้เป็นเพียงรถที่เร็ว แต่เป็นรถที่มอบความสุขในการขับขี่ได้อย่างแท้จริง การเป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์ไฮบริดคันนี้ยังถือเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งม้าลำพองไว้อย่างครบถ้วน สำหรับผู้ที่มองหาซูเปอร์คาร์ที่ผสานสมรรถนะสูงสุดเข้ากับความประหยัดน้ำมันและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม 296 GTB คือตัวเลือกที่ไร้ที่ติ และยังมีรุ่น 296 GTS (Spider) สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบเปิดประทุนเพื่อสัมผัสเสียงเครื่องยนต์และสายลมได้อย่างเต็มที่
Porsche 911 GT3 RS (992): ราชันย์สนามแข่งบนท้องถนน
สำหรับผู้ที่หลงใหลในการขับขี่ที่บริสุทธิ์และต้องการรถยนต์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนรถแข่งบนท้องถนน ไม่มีชื่อใดโดดเด่นเท่ากับ Porsche 911 GT3 RS โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเจนเนอเรชั่น 992 ที่เปิดตัวในปี 2022 และยังคงเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรมสมรรถนะสูงของปอร์เช่ในปี 2025 โมเดลนี้ไม่ใช่แค่ 911 ที่เร็วขึ้น แต่เป็นการรวบรวมเทคโนโลยีและวิศวกรรมจากสนามแข่งมาไว้ในรถยนต์ที่สามารถจดทะเบียนใช้งานบนถนนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หัวใจของ 911 GT3 RS คือเครื่องยนต์ Boxer 6 สูบนอน ขนาด 4.0 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated) ที่ให้กำลังสูงสุด 525 แรงม้า (จาก 520 แรงม้าในรุ่นเดิม) ด้วยลักษณะเครื่องยนต์ที่รอบจัด ทำให้มันมอบประสบการณ์การเร่งความเร็วที่ดิบและตรงไปตรงมา อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.2 วินาที และความเร็วสูงสุด 296 กม./ชม. (ซึ่งน้อยกว่า GT3 ธรรมดาเล็กน้อยเนื่องจากแรงกดอากาศที่สูงมาก) การส่งกำลังผ่านเกียร์ PDK 7 สปีดที่รวดเร็วและแม่นยำช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถรีดสมรรถนะสูงสุดออกมาได้อย่างง่ายดาย
สิ่งที่ทำให้ 911 GT3 RS แตกต่างอย่างแท้จริงคือการมุ่งเน้นไปที่อากาศพลศาสตร์แบบสุดขีด ตัวรถมาพร้อมกับปีกหลังขนาดใหญ่ที่สามารถปรับระดับได้ (Active Aerodynamics) เช่นเดียวกับในรถแข่ง F1 พร้อมด้วยช่องระบายอากาศและครีบต่างๆ รอบคันที่ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงกดอากาศ (Downforce) มหาศาล ซึ่งสามารถสร้างแรงกดได้ถึง 860 กก. ที่ความเร็ว 285 กม./ชม. มากกว่า 991.2 GT3 RS ถึง 3 เท่า และมากกว่า 992 GT3 ถึง 2 เท่า ทำให้รถยึดเกาะถนนได้อย่างยอดเยี่ยมในขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
นอกจากนี้ การลดน้ำหนักยังเป็นหัวใจสำคัญของ GT3 RS ด้วยการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อย่างกว้างขวาง ทั้งบนตัวถัง ฝากระโปรง ประตู และปีกหลัง ทำให้รถมีน้ำหนักเพียง 1,450 กก. การตกแต่งภายในก็ถูกลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อมุ่งเน้นไปที่การขับขี่เป็นหลัก เบาะนั่ง Bucket Seat แบบสปอร์ต และพวงมาลัยดีไซน์พิเศษพร้อมปุ่มปรับการทำงานของระบบกันสะเทือน (Compression/Rebound) และระบบ PTV Plus ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งรถให้เข้ากับสนามแข่งและสไตล์การขับขี่ของตนเองได้อย่างละเอียด
Porsche 911 GT3 RS คือบทสรุปของปรัชญา “Form Follows Function” ของปอร์เช่ มันคือรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพิชิตสนามแข่ง แต่ยังคงให้ความสุขและความท้าทายในการขับขี่บนท้องถนนทั่วไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันไม่ใช่แค่ซูเปอร์คาร์ แต่คือเครื่องมืออันแม่นยำที่เชื่อมโยงผู้ขับขี่เข้ากับถนนได้อย่างลึกซึ้ง สำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่บริสุทธิ์และเป็นที่สุดแห่งสมรรถนะ 911 GT3 RS คือรถในฝันที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ และยังเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่คงมูลค่าการลงทุนได้เป็นอย่างดี ด้วยความพิเศษและจำนวนจำกัดในแต่ละปี
Lamborghini Huracán Tecnica: บทเพลงสุดท้ายของ V10 NA อันเป็นตำนาน
Lamborghini Huracán Tecnica ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนเมษายน 2022 คือหนึ่งในรถยนต์ที่โดดเด่นที่สุดในไลน์อัพของลัมโบร์กินีปี 2025 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะสะพานเชื่อมระหว่าง Huracán EVO RWD ที่เน้นการขับขี่บนท้องถนน กับ Huracán STO ที่มุ่งเน้นสนามแข่งอย่างสุดโต่ง Tecnica ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและเข้าถึงง่ายสำหรับผู้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพบนถนนและการควบคุมที่แม่นยำบนสนามแข่ง
หัวใจหลักของ Tecnica คือเครื่องยนต์ V10 หายาก ขนาด 5.2 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated) อันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินี ซึ่งให้กำลังสูงสุด 640 แรงม้า และแรงบิด 565 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ V10 บล็อกเดียวกับ Huracán STO พละกำลังทั้งหมดถูกส่งไปยังล้อหลังผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 7 สปีด ทำให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 3.2 วินาที และความเร็วสูงสุดถึง 325 กม./ชม. สิ่งที่ทำให้ Tecnica พิเศษคือการปรับจูนเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพื่อให้การตอบสนองที่คมชัดและแม่นยำยิ่งขึ้น
ในด้านดีไซน์ Tecnica โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ดุดันและสปอร์ตยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับ Huracán รุ่นอื่นๆ ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ ช่องระบายอากาศที่ออกแบบใหม่ กันชนหน้าและหลังที่ให้ความรู้สึกเฉียบคม และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว การออกแบบเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความสวยงาม แต่ยังช่วยปรับปรุงอากาศพลศาสตร์ของรถได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปีกหลังแบบตายตัวที่ช่วยเพิ่มแรงกดอากาศด้านหลังได้ถึง 35% เมื่อเทียบกับ Huracán EVO RWD และยังช่วยลดแรงต้านอากาศลง 20% ทำให้รถมีเสถียรภาพมากขึ้นที่ความเร็วสูง
ห้องโดยสารของ Tecnica ได้รับการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง เช่น Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ เพื่อสร้างบรรยากาศที่หรูหราแต่ยังคงความสปอร์ต เบาะนั่งแบบสปอร์ตโอบรับสรีระได้เป็นอย่างดี จอแสดงผลดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้วสำหรับมาตรวัดความเร็ว และจอแสดงผลขนาด 8.4 นิ้วที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงข้อมูลและเอนเตอร์เทนเมนต์ได้อย่างสะดวกสบาย
Lamborghini Huracán Tecnica คือการเฉลิมฉลองเครื่องยนต์ V10 ที่อาจจะไม่ได้อยู่กับเราไปอีกนาน มันมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ เป็นธรรมชาติ และเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์จากเสียงเครื่องยนต์อันกึกก้องที่เป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินี ระบบ Lamborghini Dinamica Veicolo Integrata (LDVI) ที่ควบคุมทุกการเคลื่อนไหวของรถ ช่วยให้ Tecnica สามารถเปลี่ยนจากรถสปอร์ตบนท้องถนนไปเป็นรถสนามที่พร้อมพุ่งทะยานได้อย่างง่ายดาย สำหรับผู้ที่ต้องการครอบครองซูเปอร์คาร์ที่ยังคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของเครื่องยนต์สันดาปภายในและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินี Tecnica คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดและเป็นที่สุดแห่งการลงทุนในอนาคตก่อนยุคของ EV จะมาถึงอย่างเต็มตัว
McLaren Artura: นิยามใหม่แห่งซูเปอร์คาร์ไฮบริดน้ำหนักเบา
McLaren Artura ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 ถือเป็นก้าวสำคัญในประวัติศาสตร์ของ McLaren ในฐานะซูเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นแรกที่ผลิตจำนวนมาก (Series Production) และสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ที่เรียกว่า MCLA (McLaren Carbon Lightweight Architecture) โดยเฉพาะ Artura สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ McLaren ในการผสานสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์เข้ากับเทคโนโลยีไฮบริดที่ล้ำสมัยและการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในตลาดซูเปอร์คาร์ปี 2025
Artura ขับเคลื่อนด้วยระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่ให้กำลัง 585 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 95 แรงม้า ทำให้ได้พละกำลังรวมสูงสุดถึง 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) และแรงบิด 720 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบคลัตช์คู่ ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ McLaren Artura สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 330 กม./ชม. นอกจากนี้ ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 7.4 kWh ทำให้สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางประมาณ 31 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการเดินทางในเมืองโดยไม่ปล่อยมลพิษ
ความพิเศษของ Artura อยู่ที่แพลตฟอร์ม MCLA ซึ่งเป็นโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาที่ออกแบบมาเพื่อรองรับระบบไฮบริดโดยเฉพาะ ทำให้แม้จะมีส่วนประกอบของมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่เพิ่มเข้ามา Artura ก็ยังคงรักษาน้ำหนักให้เบาเพียง 1,498 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเบามากสำหรับรถไฮบริด การออกแบบภายนอกยังคงเอกลักษณ์ของ McLaren ด้วยเส้นสายที่สะอาดตาและเน้นฟังก์ชันการทำงานด้านอากาศพลศาสตร์ที่ไร้รอยต่อ ช่องดักอากาศและการไหลเวียนของอากาศถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ภายในห้องโดยสารของ Artura เป็นการผสมผสานระหว่างความหรูหรา เทคโนโลยี และการมุ่งเน้นผู้ขับขี่ แผงหน้าปัดดิจิทัลและระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ล่าสุดที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ทำให้การเชื่อมต่อและควบคุมทำได้ง่ายขึ้น เบาะนั่งแบบสปอร์ตที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับขี่ที่ความเร็วสูง มอบความสะดวกสบายและการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม
McLaren Artura ไม่ได้เป็นแค่ซูเปอร์คาร์ที่เร็ว แต่เป็นซูเปอร์คาร์ที่ฉลาด มันถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดน้ำมัน และยังคงความเร้าใจในแบบ McLaren อย่างเต็มเปี่ยม ระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) และระบบเบรกแบบ Regenerative ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขยายระยะทางในการขับขี่ด้วยไฟฟ้า การขับขี่ Artura คือการสัมผัสอนาคตของซูเปอร์คาร์ที่ผสานพลังงานไฟฟ้าเข้ากับขุมพลังสันดาปภายในได้อย่างลงตัว เป็นการลงทุนในนวัตกรรมที่ยั่งยืนโดยไม่ลดทอนความตื่นเต้นในการขับขี่
Maserati MC20 (และ Cielo): การกลับมาของจิตวิญญาณ Trident
Maserati MC20 คือการประกาศการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Maserati สู่เวทีซูเปอร์คาร์ระดับโลก หลังจากห่างหายไปนานนับทศวรรษ รถยนต์ 2 ที่นั่ง เครื่องยนต์วางกลางคันนี้เปิดตัวในปี 2020 และเริ่มวางจำหน่ายในปี 2021 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ Maserati ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมสมรรถนะสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์
หัวใจหลักของ MC20 คือเครื่องยนต์ “Nettuno” (เทพเจ้าเนปจูน) V6 เทอร์โบคู่ ขนาด 3.0 ลิตร ที่พัฒนาโดย Maserati เอง ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เครื่องยนต์บล็อกนี้ให้กำลังมหาศาลถึง 630 แรงม้า (463 กิโลวัตต์) และแรงบิด 730 นิวตันเมตร สิ่งที่ทำให้ Nettuno พิเศษคือเทคโนโลยีห้องเผาไหม้ล่วงหน้า (Pre-chamber Combustion) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง Formula 1 ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้และรีดกำลังสูงสุดออกมาได้อย่างน่าทึ่ง MC20 สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 325 กม./ชม. ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ 8 สปีด
โครงสร้างของ MC20 สร้างขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคัน ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 1,500 กิโลกรัม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ได้สมรรถนะอันยอดเยี่ยม ควบคู่ไปกับระบบกันสะเทือนแบบอิสระทั้งสี่ล้อ และระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก (เป็นอุปกรณ์เสริม) ที่ให้ประสิทธิภาพการหยุดรถที่เหนือกว่า การออกแบบภายนอกของ MC20 นั้นเรียบหรู แต่แฝงไว้ด้วยความดุดันและเส้นสายที่พริ้วไหวอันเป็นเอกลักษณ์ของอิตาลี ประตูแบบปีกผีเสื้อ (Butterfly Doors) เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่เพิ่มความน่าตื่นตาตื่นใจและสะดวกสบายในการเข้าออก
ภายในห้องโดยสารของ MC20 ผสมผสานความหรูหราเข้ากับเทคโนโลยีและวัสดุน้ำหนักเบาอย่างลงตัว คาร์บอนไฟเบอร์ Alcantara และหนังคุณภาพสูงถูกนำมาใช้เพื่อสร้างบรรยากาศที่พรีเมียม แผงหน้าปัดดิจิทัลและจออินโฟเทนเมนต์ขนาดใหญ่ให้ข้อมูลครบถ้วนและใช้งานง่าย เน้นการเชื่อมต่อและประสบการณ์ที่ทันสมัย
ในปัจจุบัน MC20 มีให้เลือกทั้งรุ่น Coupe ที่มาพร้อมหลังคาแข็ง และรุ่น MC20 Cielo (Spider) ที่มีหลังคากระจก Electrochromic ที่สามารถเปลี่ยนเป็นแบบทึบแสงหรือโปร่งแสงได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส มอบประสบการณ์การขับขี่แบบเปิดประทุนที่เหนือระดับ Maserati MC20 ในปี 2025 ไม่ใช่แค่ซูเปอร์คาร์ แต่เป็นการประกาศการกลับมาของจิตวิญญาณ Trident ที่พร้อมจะแข่งขันในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ มันคือการลงทุนในงานฝีมือและวิศวกรรมสไตล์อิตาลีที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร
Chevrolet Corvette C8 Z06 (และ E-Ray): พลิกโฉมตำนานอเมริกัน
Chevrolet Corvette C8 ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตำแหน่งเครื่องยนต์มาอยู่กลางลำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่า 60 ปีของ Corvette ทำให้มันก้าวเข้าสู่ทำเนียบซูเปอร์คาร์อย่างเต็มตัว และในปี 2025 รุ่น Z06 และ E-Ray คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของรถสปอร์ตอเมริกันคันนี้
Corvette C8 Z06: หากคุณต้องการซูเปอร์คาร์อเมริกันที่สามารถประชันหน้ากับคู่แข่งยุโรปได้อย่างสมศักดิ์ศรี C8 Z06 คือคำตอบ เครื่องยนต์ LT6 V8 ขนาด 5.5 ลิตร แบบไร้ระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated) ที่มาพร้อมเพลาข้อเหวี่ยงแบบ Flat-Plane Crank ซึ่งไม่เคยมีใน Corvette มาก่อน เครื่องยนต์บล็อกนี้ให้กำลังมหาศาลถึง 670 แรงม้า (499 กิโลวัตต์) ทำให้เป็นเครื่องยนต์ V8 แบบไร้ระบบอัดอากาศที่ให้กำลังสูงสุดในรถโปรดักชันคาร์ เสียงเครื่องยนต์ของ Z06 ที่เร่งรอบสูงถึง 8,600 รอบต่อนาที ให้โทนเสียงที่แหลมคมและดุดัน คล้ายกับซูเปอร์คาร์อิตาลีชั้นนำหลายๆ รุ่น
Z06 ไม่ได้มีดีแค่เครื่องยนต์ แต่ยังได้รับการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์อย่างกว้างขวาง ด้วยตัวถังที่กว้างขึ้น ช่องดักอากาศขนาดใหญ่ และชุดแอโรไดนามิกที่ก้าวร้าว (รวมถึงแพ็กเกจ Z07 Performance ที่มาพร้อมปีกหลังคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดใหญ่) ทำให้มันยึดเกาะถนนได้อย่างยอดเยี่ยมบนสนามแข่ง อัตราเร่ง 0-96.5 กม./ชม. (0-60 ไมล์/ชม.) ในเวลาเพียง 2.6 วินาที และความเร็วสูงสุดกว่า 310 กม./ชม. คือบทพิสูจน์ถึงสมรรถนะอันน่าทึ่ง
Corvette C8 E-Ray: อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญในปี 2025 คือ Corvette E-Ray ซึ่งเป็น Corvette รุ่นแรกที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดและระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) E-Ray ผสานเครื่องยนต์ LT2 V8 ขนาด 6.2 ลิตร (แบบเดียวกับ C8 Stingray) ที่ให้กำลัง 495 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อหน้า ทำให้ได้กำลังรวมสูงสุด 655 แรงม้า (488 กิโลวัตต์) การมีมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้าทำให้ E-Ray สามารถเร่งจาก 0-96.5 กม./ชม. ได้ใน 2.5 วินาที ซึ่งเร็วกว่า Z06 เสียอีก และยังสามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้ในระยะทางสั้นๆ เหมาะสำหรับใช้ในเมืองหรือเข้า-ออกชุมชนอย่างเงียบเชียบ
ดีไซน์ภายนอกของ Corvette C8 ทั้ง Z06 และ E-Ray ยังคงความสวยงามและทันสมัย ไฟหน้า LED เพรียวบาง และกระจกหลังขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นความงามของเครื่องยนต์ ช่องระบายอากาศที่ถูกออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพ และปลายท่อไอเสีย 4 ชุด ล้วนบ่งบอกถึงความเป็นรถสมรรถนะสูง ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้เน้นผู้ขับขี่อย่างชัดเจน พร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาดใหญ่และวัสดุคุณภาพสูงที่พัฒนาขึ้นมากจาก Corvette รุ่นก่อนๆ
Chevrolet Corvette C8 Z06 และ E-Ray ในปี 2025 ได้ตอกย้ำตำแหน่งของ Corvette ในฐานะซูเปอร์คาร์ระดับโลกที่มอบสมรรถนะอันน่าทึ่งในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าคู่แข่งจากยุโรปอย่างชัดเจน Z06 คือรถสำหรับนักขับที่ต้องการความดิบและเสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ ส่วน E-Ray คือตัวเลือกที่สมดุลระหว่างสมรรถนะสูงสุด ความสามารถในการขับขี่ในทุกสภาพอากาศ และประสิทธิภาพแบบไฮบริด การเป็นเจ้าของ Corvette C8 ถือเป็นการลงทุนในรถยนต์ที่พลิกโฉมหน้าตำนานและยังคงคุณค่าในตลาดได้เป็นอย่างดี
อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม: บทสรุปของซูเปอร์คาร์ปี 2025
เมื่อมองย้อนกลับไปในรอบทศวรรษที่ผ่านมา และพิจารณาสุดยอดซูเปอร์คาร์แห่งปี 2025 ทั้ง 6 คันนี้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าโลกของยนตรกรรมสมรรถนะสูงกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้น เทคโนโลยีไฮบริดไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มพละกำลัง ลดมลพิษ และเสริมสร้างประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ระบบอากาศพลศาสตร์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปีกหลังแอคทีฟหรือช่องดักอากาศอัจฉริยะ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงกดอากาศสูงสุดและเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ด้วยความเร็วสูง วัสดุน้ำหนักเบาอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ก็กลายเป็นมาตรฐานในการสร้างโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งและเบาหวิว
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ห้องโดยสารแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ซับซ้อน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ซูเปอร์คาร์ในปัจจุบันไม่เพียงแต่เร็ว แต่ยังฉลาดและใช้งานง่ายขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญคือ “จิตวิญญาณแห่งการขับขี่” ผู้ผลิตทุกรายยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาการเชื่อมโยงระหว่างคนกับเครื่องจักร ให้ความรู้สึกตอบสนองที่ชัดเจนและเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าใจ เพื่อให้การขับขี่ซูเปอร์คาร์ยังคงเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและเป็นที่สุดแห่งอารมณ์
ซูเปอร์คาร์ในปี 2025 ไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะราคาแพง แต่เป็นผลงานศิลปะทางวิศวกรรมที่สะท้อนถึงขีดจำกัดของนวัตกรรมและเทคโนโลยี เป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนาอันแรงกล้าของมนุษย์ในการสร้างสรรค์สิ่งที่เหนือกว่า ทุกโมเดลที่เราได้กล่าวถึงข้างต้นล้วนมีเรื่องราว มีเอกลักษณ์ และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของอนาคตยานยนต์สมรรถนะสูง
โลกของซูเปอร์คาร์ไม่เคยหยุดนิ่ง และปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอนาคตนั้นน่าตื่นเต้นเพียงใด ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสม ผู้หลงใหลในความเร็ว หรือผู้ที่มองหาที่สุดแห่งนวัตกรรม ยนตรกรรมที่เราได้กล่าวถึงข้างต้นคือบทพิสูจน์ถึงวิศวกรรมชั้นเลิศและความปรารถนาอันแรงกล้าในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์สุดยอดเหล่านี้ หรือต้องการพูดคุยเกี่ยวกับซูเปอร์คาร์ในฝันของคุณเพิ่มเติม อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา หรือติดตามข่าวสารล่าสุดจากโลกยานยนต์สมรรถนะสูงของเรา เพื่อไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวที่น่าจับตา

